รู้ทันใจ – รู้ทันกาย กดปุ่มปิดความทุกข์ ในสไตล์ ‘อุ๊-ช่อผกา’

ถ้าพูดถึงพิธีกรหญิงระดับแนวหน้าของไทย แน่นอนว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “อุ๊” ช่อผกา วิริยานนท์ เรียกได้ว่าทั้งหน้าที่พิธีกร และผู้ประกาศข่าว เธอทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมและเป็นพี่กล่าวถึงในวงการไม่น้อยเลยทีเดียว ในช่วงหลังๆ ไม่ได้มีโอกาสเห็น อุ๊ –ช่อผกา ในฐานะของคนเบื้องหน้าสักเท่าไหร่นั้น ก็เพราะว่าเธอทำงานทั้งด้านประชาสัมพันธ์ให้กับองค์กรต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนสังคม ภายใต้บริษัทเอยู คอมมิวนิเคชั่น และรับหน้าที่เป็นอาจารย์พิเศษ รวมถึงรับงานพิธีกร
โทรทัศน์อยู่บ้าง ล่าสุดเธอรับงานรณรงค์ของมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ที่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ขับเคลื่อนเพื่อให้เด็กไทยได้กินนมแม่ และการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง เลยชักชวนเธอมาพูดคุยในมุมมองการทำงาน และการดูแลตัวเอง
เจาะลึกลงไปด้านการขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์และรณรงค์เพื่อสังคม อุ๊-ช่อผกา เล่าให้ฟังว่า อยู่วงการสื่อมาค่อนข้างนาน และการทำงานด้านประชาสัมพันธ์เมื่อก่อนเคยมีลูกค้าให้เราดูแลถึง 15 ราย ส่วนมากเป็นงานสินค้าทั้งหมด และตัวเองไมได้มีความสุขกับงานเลย เพราะการทำงานสินค้าความสำเร็จเป็นความร่ำรวยของคนๆ หนึ่ง แต่เวลาที่ทำงานรณรงค์ความสำเร็จมันคือความก้าวหน้าของมนุษยชาติ สิ่งที่ย้อนกลับมามันไม่ใช่เงิน มันคือความสุขจาการร่วมขับเคลื่อนงาน จึงตัดสินใจรับเฉพาะงานประชาสัมพันธ์เพื่อสังคม โดยถือคติในการทำงานว่า ทำทุกอย่าง ทำเต็มที่ และจริงจัง แต่สำหรับเวลาพักผ่อนก็พักอย่างเต็มที่เช่นกัน
“เมื่อเราทำงานเยอะสิ่งสำคัญคือการดูแลกายด้วยการรากฐานความเข็มแข็งทางใจ เวลาที่เราทำงาน มักเป็นคนที่คิดว่าทำอะไรแล้วต้องเป็นเลิศ ต้องสำเร็จทุกอย่างตามที่ตั้งใจไว้ เราก็จะเบียดเบียนร่างกายเพราะใจเรามาเกิน100% สิ่งที่ต้องทำในเรื่องของการดูแลกายคือ ตั้งสติดูแลใจเพื่อไม่ให้เบียดเบียนตัวเองมากเกินไป สำหรับเรื่องกินจะไม่กินอาหารที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่น อาหารขยะ (Junk food) และขนมปัง จะชอบกินผักและผลไม้สด ด้านการออกกำลังกายเมื่อก่อนจะชอบวิ่ง แต่เจอปัญหากล้ามเนื้อข้อเท้าอักเสบเลยหยุดไป ตอนนี้อาการดีขึ้นแล้วจึงกลับมาวิ่ง เราจะอ้างไม่ได้ว่าเราติดงานจึงไม่ออกกำลังกาย เพราะมันเป็นเรื่องของวินัยที่ควรมี” ช่อผกา เล่าให้ฟังอย่างผ่อนคลาย
นอกจากนี้เธอยังแลกเปลี่ยนในเรื่องการดูแลสุขภาพใจให้ฟังต่อว่า ในช่วงที่งานหนักๆ ส่วนใหญ่จะเบียดเบียนการนอนของตนเอง ซึ่งตอนนี้เป็นโรคคลื่นหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่เกิดจากการพักผ่อนไม่เพียงพออาการเหมือนหัวใจเต้นแร็พ ซึ่งคุณหมอแนะนำว่าให้นอนอย่างเพียงพอและลดน้ำหนัก
“โรคคลื่นหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ทำให้เรารู้ว่าสุขภาพดีจะต้องมาจากการเตรียมร่างกาย เราโชคดีที่ได้ทำงานร่วมกับแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต มากว่า 15 ปี เราได้ทักษะเรื่องการฟังเสียงหัวใจและความรู้สึกตัวเอง ต้องตั้งสติเวลาที่งานเยอะ โดยเราทำงานเราจะใช้พลังในการทำงานมากกว่าคนปกติเป็นเท่าตัว คือทุ่มให้กับงานโดยไม่คิดถึงร่างกายเลย แต่เมื่อร่างกายฟ้องเราต้องหยุดฟัง เราต้องถอยต้องผ่อนและตามดูอารมณ์ที่มันมากไป เช่น สนุกมากไป อยากมากไป และมุ่งมั่นมากไป และเมื่อต้องเจอกับความทุกข์ในขณะที่ทำงานนั้น เราจะมีทักษะที่ฝึกจนชำนาญคือการ กดปุ่มความทุกข์ โดยการให้ใจจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ เป็นสภาวะของสมาธิที่แรงกล้า และแสดงความเป็นมืออาชีพในการทำงานออกมาได้ และเมื่อถึงเวลาจะต้องพักก็จะปิดสวิทช์ร่างกายเพื่อพักผ่อนทันที โดยพักกาย ใจ และทำสมาธิเพื่อทบทวนและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น” ช่อผกา เล่าทิ้งท้าย
กายและใจนับว่าเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันอย่างยิ่ง เมื่อกายแข็งแรงก็ย่อมนำมาสู่จิตใจที่แข็งแรงด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่นับว่าสำคัญคือการฟังเสียงทั้งร่างกายและจิตใจของตนเองและจัดการสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้นให้ได้ ก็จะทำให้การใช้ชีวิตทุกวันของเรามีความสุข

ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก สสส.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *